วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เทคนิคการนำเข้าและส่งออก

ในสถานการณ์การค้าโลกในยุคปัจจุบัน

ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
บรรยากาศการค้ามีแนวโน้มไปสู่ระบบการค้าเสรีมากขึ้น
ภาวะการณ์แข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น
ประเทศต่าง ๆ ได้ปรับปรุงรูปแบบทางการค้าและใช้มาตรการกีด
กันทางการค้าที่มิใช่ภาษีมาปกป้องผลประโยชน์ของตน เช่น มาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด
และการอุดหนุน ปัญหาการค้าระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้นมากมาย
การพิสูจน์ความรับผิดชอบ หรือการหาข้อยุติข้อพิพาททางการค้า จึง
เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ และเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยบ่งชี้ผู้รับผิดชอบ คือ "
หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า" (Certificate of Origin) เนื่องจาก
เป็นหนังสือรับรองฯ ที่แสดงว่า สินค้านั้น ๆ มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศ ใด นอกจากนี้หนังสือรับรองแหล่งกำเนิด ยังมีประโยชน์
ในการขอรับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร จากประเทศผู้
ให้สิทธิพิเศษรวม ทั้งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการขยายตลาดการค้า
และสร้างอำนาจต่อรองด้านราคาได้อีกทางหนึ่ง
ซึ่งหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) แบ่งออก
เป็น 2 ประเภท คือ หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร คือ หนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออก เพื่อรับรองว่าสินค้าที่ระบุ
ในหนังสือรับรองฯ ผลิตถูกต้องตามกฏว่าด้วย แหล่งกำเนิดสินค้า
และตามเงื่อนไขภายใต้ระบบสิทธิพิเศษของประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษฯ ซึ่งจะ
ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้าของประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษฯ
ได้แก่ หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แบบเอ (Certificate of Origin
Form A) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออก เพื่อใช้
ในการขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร เป็นการทั่วไป (Generalized
System of Preferences : GSP) โดยจะได้รับสิทธิยกเว้น
หรือลดหย่อนภาษีขาเข้า สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศผู้
ให้สิทธิพิเศษฯ GSP ได้แก่ สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น นอรเวย์
สวิตเซอร์แลนด์ บัลแกเรีย โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเชค สาธารณรัฐสโลวัค และสหพันธรัฐรัสเซีย หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แบบดี (Certificate of Origin
Form D) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออก เพื่อใช้
ในการขอรับสิทธิพิเศษตามความตกลง ว่าด้วยการ
ใช้อัตราภาษีศุลกากรพิเศษ ที่เท่ากัน (Common Effective
Preferential Tariff : CEPT) สำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน
(Asean Free Trade Area : AFTA) ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย
ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แบบ จี.เอส.ที.พี (Certificate of
Origin Form GSTP) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกเพื่อใช้ในการขอรับสิทธิพิเศษ
ภาย
ใต้ระบบการแลกเปลี่ยนสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา
(Global System of Trade Preferences : GSTP) ได้แก่
แอลจีเรีย อังโกลา อาร์เจนตินา บังกลาเทศ เบนิน โบลิเวีย บราซิล
แคเมอรูน ชิลี โคลัมเบีย คิวบา สาธารณัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี เอกวาดอร์ อิยิปต์ กานา กีเนีย กายอานา ไฮติ อินเดีย อินโดนีเซีย
อิหร่าน อิรัก ลิเบีย มาเลเซีย เม็กซิโก โมร็อคโค โมซัมบิค นิการากัว
ไนจีเรีย ปากีสถาน เปรู ฟิลิปปินส์ การ์ตา สาธารณรัฐเกาหลี โรมาเนีย
สิงคโปร์ ศรีลังกา ซูดาน แทนซาเนีย ประเทศไทย ตรินิแดดและโตเบโก
ตูนิเซีย อุรุกวัย เวเนซูเอล่า เวียดนาม ยูโกสลาเวีย ซาอีร์ และซิมบับเว หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าหัตถกรรม (Certificate
in Regard to Certain Handicraft Products) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออก
สำหรับสินค้าหัตถกรรมตามรายการที่กำหนดไว้ในระเบียบการ
ให้สิทธิพิเศษทางการค้าของสหภาพยุโรป ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีขาเข้า หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าผ้าไหมและผ้าฝ้ายทอด้วยมือ
(Certificate Relating to Silk or Cotton Handloom
Products) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกสำหรับสินค้าผ้าไหม
และผ้าฝ้ายที่ทอด้วยมือตามระเบียบการ
ให้สิทธิพิเศษทางการค้าของสหภาพยุโรป ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีขาเข้า หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร คือ หนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกเพื่อรับรองว่าสินค้าที่ระบุ
ในหนังสือรับรองฯ มีแหล่งกำเนิดจากประเทศ ผู้ออกหนังสือรับรองฯ จริง
และใช้เป็นเอกสารประกอบการนำเข้าตามระเบียบการนำ
เข้าของประเทศปลายทางหรือตามเงื่อนไขของผู้นำเข้าเท่านั้น ไม่สามารถ
ใช้เพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร ได้แก่
หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าทั่วไป (Certificate of Origin : Form C/O ทั่วไป)
          สหภาพยุโรปมีแนวโน้มที่จะกำหนดให้สินค้าอุตสาหกรรมที่นำ
เข้าต้องติดป้าย "made in" โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าสิ่งทอ เสื้อผ้า
เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า และเซรามิค เนื่อง
จากปัจจุบันสหภาพยุโรปไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้ระบุแหล่งกำเนิดสินค้า
(origin marking) สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม ยิ่งกว่า นั้นประเทศสมาชิกบางประเทศได้มีการบังคับใช้มาตรการการดังกล่าว แต่
ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
และอาจมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายใน
ด้วยหากมีการปลอมแปลงแหล่งกำเนิดสินค้าจากประเทศที่สาม
ทั้งนี้สหภาพยุโรปอยู่ระหว่างการจัดทำกฎระเบียบ โดย
จะมีการกำหนดคำนิยามของประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งคาดว่า จะอ้างอิงจากกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่ได้อยู่ภาย
ใต้ระบบสิทธิพิเศษของสหภาพยุโรป นอกจากนี้
ต้องมีการจัดทำข้อกำหนดในการอ้างสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้าที่นำเข้า
จากประเทศที่สาม รวมทั้งกำหนดกฎระเบียบ การควบคุม
และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ป้ายระบุแหล่งกำเนิดสินค้า
ด้วย ทั้งนี้ข้อความที่ใช้คาดว่าจะใช้คำ "made in" หรือภาษาทางการของประเทศสมาชิกที่ผู้บริโภคจะเข้าใจได้ง่าย
          ขณะนี้ยังไม่มีข้อบังคับในการบ่งชี้ถึงประเทศที่ผลิตสินค้า
ในฉลาก ตัวอย่างเช่น "Made in Thailand" แต่อย่างไรก็ดี
ในบางประเทศเริ่มมีความสนใจในเรื่องกฎของแหล่งกำเนิดสินค้า
หรือหากสินค้าไม่ได้ผลิตในสหภาพยุโรปจะต้องมีฉลากระบุ "import"
บ่งชี้ด้วย


วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Hillary Clinton




By age four, children in middle and upper class families hear 15 million more words than children in working-class families, and 30 million more words than children in families on welfare. This disparity in hearing words translates directly into a disparity in learning words.



Hillary Clinton explains how the new Too Small to Fail campaign will encourage parents to close this “word gap,” while working with employers and the business community to make this possible. Read the 

post: http://wjcf.co/1btRUIk http://wjcf.co/1btRUIk




วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

น้ำดื่มออไรท์ช่วยน้ำท่วม





ไปแล้วจ้า #น้ำดื่มออไรท์ ลำเลียงจากสำนักงานใหญ่ 200 แพ็คออกไปช่วยเหลือ#ผู้ประสบภัยน้ำท่วม #จ.ปราจีน ในเบื้องต้นคะ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี #เจ้าของออไรท์ #น้ำดื่มออไรท์ #สินค้าออไรท์ #ลูกค้าออไรท์ #ตัวแทนออไรท์ #เจ้าหน้าที่ออไรท์ #ครอบครัวออไรท์ #ผู้บริหารออไรท์ #บริษัทออไรท์ #โรงงานออไรท์
#คอลล่าวิช ทุกท่านที่สนับสนุน #สาวออไรท์ มาด้วยดีตลอดทั้งบ้างบางส่วนไม่ประสงค์ออกนาม บางส่วนไม่ต้องการซื้อสินค้า โอนเงินเปล่าๆ เช็คเป็นใบ เงินสดๆเป็นปึ๊ง เพื่อ #ช่วยน้ำท่วม ก็มีคะ ขอให้บารมีจงบังเกิดแด่ทุกท่านที่เอื้อเฟื้อ #น้ำใจไทยช่วย #ไทย นะคะ http://www.faceboo.com/Pimarayabeauty

#thaiflood
#donate #needing #helping #feeding #lacking #thailand #foundation #collawicth #alright #thainews #ข่าวไทยรัฐออนไลน์

















































































































วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

รู้รอบแบบแอบอิง

นิทานประกอบการเรียนบริหารรัฐกิจและธุรกิจ 

1.เกิดไฟใหม้ที่โรงอาบน้ำหญิง กลุ่มหญิงเปลือยล่อนจ้อนวิ่งหนีเอาตัวรอดออกมาบนท้องถนน ตาแก่คนหนึ่งตะโกนฮาป่า บรรดาหญิงเปลือยนึกขึ้นได้จึงพยายามใช้มือปกปิด แต่จุดล่อแหลมมีอยู่หลายจุด จึงต่างจ้าละหวั่นทำอะไรไม่ถูก ตาแก่ตะโกนบอก “ปิดใบหน้าก็พอ ข้างล่างมันเหมือนกันหมด” ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า ในภาวะฉุกเฉินไม่อาจทำอะไรให้รอบคอบทุกด้าน จับจุดสำคัญก็พอ 

2.สาวใหญ่แจ้งความกับตำรวจ “ดิฉันเสียบกระเป๋าเงินไว้ในยกทรง เบียดเสียดในรถไฟใต้ดินจนถูกหนุ่มหล่อล้วงกระเป๋าไป” ตำรวจขมวดคิ้ว “ล้วงในจุดล่อแหลมขนาดนี้ คุณไม่รู้สึกตัวรึ?” สาวใหญ่ตอบเหนียมอาย “ก็ไม่นึกว่าเขาตั้งใจจะล้วงกระเป๋าสิ” ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า การทำให้ลูกค้าตกอยู่ในภาวะเคลิบเคลิ้มพอใจที่จะถูกรีดเงิน เป็นชั้นเชิงสูงสุดทางธุรกิจ 

3. บริษัทติดข้อความเหนือโถปัสสาวะ “ก้าวเข้าไปอีกนิด ใกล้ชิดอารยธรรม” แต่บนพื้นก็ไม่วายมีฉี่เรี่ยราดเฉอะแฉะ บริษัทศึกษาบทเรียนอย่างจริงจัง แล้วปรับแผนใหม่ดังนี้ “ฉี่ไม่ตรงเป้าโถแสดงว่าของคุณอ่อน ฉี่เล็ดก่อนถึงโถแสดงว่าของคุณสั้น” ผลปรากฏว่าพื้นสะอาดกว่าเดิมเยอะทีเดียว ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า การให้คำแนะนำแก่ลูกค้า ต้องเป็นรูปธรรมและแทงถูกใจดำ 

4.วันหนึ่ง เลขานุการสาวตีหน้าขึงขังกับผู้จัดการ “ผู้จัดการ ดิฉันตั้งท้องอะ” ผู้จัดการได้ยินดังนั้นยังคงก้มหน้าอ่านเอกสาร แล้วตีหน้าตายพูดว่า “ผมทำหมันตั้งนานแล้ว” เลขานุการสาวตะลึงอยู่ชั่วขณะ แล้วยิ้มให้ผู้จัดการ “ดิฉันพูดเล่นจ้า” ผู้จัดการเงยหน้ามองเธอ “ผมก็หมือนกัน” พร้อมกับจีบน้ำชา ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า คนที่อยู่ในสังเวียนต้องไม่ตระหนกตกใจง่ายเมื่อเผชิญวาวะวิกฤต แม้มีปืนเล็งมาก็ตั้งตัวรับได้ 
5. ชายหนุ่มไปขอลูกสาว ว่าที่พ่อตาให้แต่ละคนแนะนำตัว ก.บอกว่า “ผมมีเงิน ๑๐ ล้าน” ข.บอกว่า “ผมมีคฤหาสน์หรูมูลค่า ๒๐ ล้าน” ว่าที่พ่อตาฟังแล้วรู้สึกพอใจ แล้วถาม ค. ว่ามีอะไร “ผมไม่มีอะไรเลย” ค.ตอบ “มีแต่ลูกคนเดียวยังอยู่ในท้องลูกสาวคุณ” ก. กับ ข. ได้ยินแล้วรีบลาจาก ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า อำนาจแข่งขันไม่อยู่ที่กำลังทรัพย์ แต่อยู่ที่การจัดวางคนของเราในตำแหน่งที่สำคัญ 

6.เถ้าแก่เบื่อเมียลับเต็มทน เมียลับเริ่มแก่ตัวจึงขอค่าเลี้ยงดูก้อนใหญ่ เถ้าแก่คิดจะฆ่าปิดปาก แต่ CFO เสนออุบายให้เถ้าแก่ออกทุนแสนหยวนส่งเมียลับไปเรียน EMBA โดยอ้างเหตุผลเพื่อยกระดับวุฒิการศึกษา ในห้องเรียน EMBA ล้วนเป็นนักศึกษาระดับเถ้าแก่ ต่างหลงเสน่ห์นักศึกษาสาวเมียลับคนนี้ ไม่ช้าไม่นานเมียลับก็ไม่ขออยู่กับเถ้าแก่เก่าแล้ว แถมยังให้เงินล้านแก่เถ้าแก่เก่าเป็นค่าปิดปาก ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า การจัดการทรัพย์สินด้อยคุณภาพของธุรกิจ วิธีที่ดีที่สุดคือย้อมแมวตกแต่งแล้วแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน ไม่ใช่ถือเป็นซากทิ้งไปหรือรอให้ย่อยสลายเอง

รู้ไว้!


วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

www.zalora.co.th

“ซาโลร่า” จับจริตขาชอป เสิร์ฟสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้ารองเท้ากว่า 500 แบรนด์ผ่านเว็บไซต์ ยึดแนวคิดถูกกว่า สะดวก ปลอดภัย พร้อมรับคืนสินค้าภายใน 30 วัน ตั้งเป้าภายใน 1 ปียอดสั่งซื้อเกิน 10,000 ชิ้นต่อวัน หลังอัตราการเติบโตช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาโต 25% ทุกสัปดาห์

นายเจอร์รี่ อีเดล กรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ซาโลร่า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลถึงซาโลร่า (www.zalora.co.th) เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เน้นจำหน่ายสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ ที่เปิดให้บริการในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานในประเทศไทยค่อนข้างดี ด้วยอัตราการเติบโตต่อเนื่องสัปดาห์ละ 25%

ซึ่งจากอัตราการเติบโตดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าภายในอีก 1 ปีข้างหน้าจำนวนยอดการสั่งซื้อสินค้าต่อวันน่าจะเกิน 10,000 ชิ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 1,000 ชิ้นต่อวัน โดยสัดส่วนการซื้อระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ที่ 65% ต่อ 35% ขณะที่กำลังซื้อจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมีสัดส่วนเท่ากันที่ 50%

“ซาโลร่าช่วยให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าแฟชั่นในต่างจังหวัดเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้เชื่อว่าความนิยมในต่างจังหวัดจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

โดยจุดที่ซาโลร่าแตกต่างจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรายอื่นๆ คือ การจับตลาดเฉพาะกลุ่มลูกค้าแฟชั่น ด้วยสินค้าแฟชั่นจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 500 แบรนด์ 40,000 ชิ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 1,000 แบรนด์ภายในสิ้นปีนี้ และยังเตรียมที่จะต่อยอดไปยังหมวดสินค้าประเภทอื่นๆ ตามความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นหลักอยู่ที่ราคาสินค้าถูกกว่าท้องตลาดราว 10-20% ไม่นับรวมกับการจัดโปรโมชันตลอดทั้งเดือน และยังมีการจัดส่งฟรีภายใน 3 วัน มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย เข้าใช้งานได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต สามารถจ่ายเงินปลายทางที่รับสินค้า และกรณีที่ไม่พอใจคืนเงินเต็มจำนวนภายใน 30 วัน

ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสินค้าแฟชั่นไทยสามารถเข้าร่วมกับเว็บไซต์ซาโลร่าเพื่อนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายได้ และยังสามารถช่วยกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศจากเว็บไซต์ในเครือของร็อกเกต อินเทอร์เน็ตด้วย

ตลาดอีคอมเมิร์ซ และชอปปิงออนไลน์ของไทยยังหอมหวาน!! หลังต่างชาติเข้ามาบุกตลาดทำธุรกิจซื้อ-ขายออนไลน์อย่างต่อเนื่องรับกระแส ชอปปิงออนไลน์โต

หนึ่งในนั้นก็คือ “ร็อกเกต อินเทอร์เน็ต” ยักษ์อีคอมเมิร์ซและธุรกิจออนไลน์จากยุโรป ที่ได้เข้ามาเปิดเว็บไซต์ชอปปิงออนไลน์ระดับโลกอย่าง www.zalora.co.th ในประเทศไทยตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

นายปีเตอร์ โคพิทซ์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซาโลร่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ร็อกเกต อินเทอร์เน็ต ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.2008 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ คือเว็บไซต์ชอปปิงออนไลน์ชื่อดังอย่าง ซาแลนโด้ (zalando) ในยุโรป ก่อนขยายไปยังบราซิลในชื่อ ดาฟีตี้ (Dafiti) และรัสเซียในชื่อ ลาโมด้า (Lamoda) จนถึงปัจจุบันมีบริษัทในเครือกว่า 100 บริษัท ใน 46 ประเทศทั่วโลก มีพนักงานมากกว่า 1 หมื่นคน จากนั้นในปี ค.ศ. 2011 จึงได้เริ่มขยายธุรกิจเข้ามาในเอเชียในชื่อ ซาโลร่า (zalora) เป็นเว็บไซต์ชอปปิงสินค้าแฟชั่นออนไลน์ จนปัจจุบันเปิดบริการแล้ว ใน 8 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฮ่องกง เวียดนาม และไทย

การเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยนั้น นายเจอร์รี่ อีเดล กรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บอกว่า ไทยถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการขยายธุรกิจ ด้วยจำนวนประชากร และวงการแฟชั่นของไทยมีความล้ำหน้ากว่าประเทศอื่น ๆ และการบริโภคแฟชั่นของคนไทยสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย โดยคาดว่าตลาดรวมของชอปปิงออนไลน์ของไทยในปีนี้จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท

ปัจจุบันเว็บไซต์ซาโลร่ามีสินค้าแฟชั่นทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศจำนวน 515 แบรนด์ มีสินค้ามากกว่า 4 หมื่นรายการ ราคาตั้งแต่ 60 บาทจนถึงหมื่นกว่าบาท ซึ่งจะถูกว่าในห้างสรรพสินค้าเฉลี่ย 10-30% ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ทั้งของผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือชายหญิง อายุตั้งแต่ 18-35 ปี ที่ชื่นชอบแฟชั่น และใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตามเมื่อมีผู้ประกอบธุรกิจหลายราย แน่นอนว่าการแข่งขันย่อมสูงตาม จะอยู่ได้ต้องสร้างความแตกต่าง ซึ่งในเรื่องนี้ นายเมธิศร์ มุกดาสิริ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการเงินและบริการลูกค้า บอกถึงความแตกต่างของซาโลร่ากับคู่แข่งว่า ก่อนเข้ามาดำเนินธุรกิจได้ศึกษาพฤติกรรมการชอปปิงของคนไทยพบว่า ชอบเดินห้างสรรพสินค้า และต้องเห็นของก่อนจะจ่ายเงิน ทางบริษัทจึงหาวิธีเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนไทยหันมาชอปปิงออนไลน์มาก ขึ้นด้วยการสร้างจุดที่แตกต่างจากคู่แข่ง

ทั้งการมีสินค้าให้เลือกมากมายทั้งไทยแบรนด์ เอเชียแบรนด์ และอินเตอร์แบรนด์ รวมถึงสินค้าเอ็กซคลูทีฟ แบรนด์ ที่หาซื้อไม่ได้ในไทย และเปิดรับคู่ค้าสินค้าทั้งของไทยและต่างประเทศ โดยไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและจากยอดขาย ขณะที่ซาโลร่าจะช่วยทำตลาดให้ รวมถึงช่องทางขายในต่างประเทศ โดยปัจจุบันตลาดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของไทยมีมูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วนรองเท้าอยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีอัตราการเติบโตประมาณ 15-20% ต่อปี

“จุดเด่นของซาโลร่า คือสินค้าราคาถูกกว่าในห้างสรรพสินค้า เว็บไซต์เป็นภาษาไทย แสดงสินค้าให้ดูหลายมุมมอง มีการเทียบขนาดสินค้าให้เห็นบนเว็บไซต์ สามารถชอปปิงได้ทุกที่ทุกเวลา มีการจัดโปรโมชั่นทุกวันต่อเนื่อง และส่งสินค้าฟรีทั่วประเทศ ได้รับของภายใน 1-3 วัน เช็กสถานะการส่งของได้ และที่สำคัญหากลูกค้าไม่พอใจในสินค้าสามารถคืนเงินเต็มจำนวนได้ภายใน 30 วัน โดยไม่คิดค่าส่ง นอกจากนี้การชำระเงินนอกเหนือการจ่ายผ่านเพย์พาล (paypal) บัตรเครดิตและธนาคารออนไลน์ ยังได้เปิดบริการ แคช เดลิเวอรี่ ให้ลูกค้าจ่ายเงินปลายทางเมื่อได้เห็นและพอใจในสินค้าแล้ว

นายเจอร์รี่กล่าวเสริมว่า หลังเปิดให้บริการมาเกือบ 6 เดือนถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากมียอดสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) เฉลี่ยประมาณ 1,000 ออร์เดอร์ต่อวัน และมีการเติบโต 20% ในทุกสัปดาห์ มีคนเข้าชมเว็บไซต์มากกว่า 7 หมื่นคนต่อวัน และมียอดสมาชิกที่ลงทะเบียนในเว็บไซต์จำนวน 8 หมื่นราย เมื่อถึงช่วงกลางปี 2556 ตั้งเป้าหมายมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นออร์เดอร์ต่อวัน และมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 2.5 แสนราย และจะเพิ่มสินค้าให้มีมากกว่า 1 แสนรายการ เพิ่มแบรนด์สินค้าใหม่ ๆ และขยายไลน์สินค้าไปยังอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัย และอุปกรณ์สื่อสารไอที

“สิ่งที่พบใน 6 เดือนที่ผ่านมา คือ ผู้ชายไทยซื้อสินค้ามีมูลค่าที่สูงกว่าผู้หญิง ขณะที่ผู้หญิงจะซื้อสินค้าบ่อยครั้งกว่า บริษัทจึงมีแผนทำให้ซาโลร่า เป็นที่รู้จักในไทยมากขึ้นด้วยการโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เพื่อผลักดันยอดสั่งซื้อสินค้าให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้” นายเจอร์รี่ กล่าวทิ้งท้าย.


รู้จักเปรียบเทียบ



ทำไมไม่มีคนมาจีบ?? (ตามหลักการตลาด)โสดมานานเกินไปแล้วนะ

คุณๆประสบกันบ้างรึเปล่าว่า ในชีวิตไม่มีคนมาจีบ ทั้งๆที่หน้าตาดี หรือไม่ก็ ทำไมไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเค้าหว่า?…
บางทีหน้าตาดีของเรา นิสัยดีของเรา อาจไม่ตรงกับใจเขา ถ้าเอาหลักการตลาดมาอธิบายก็ต้องบอกว่า สินค้าดีไม่ใช่จะการันตีว่าจะขายดีเสมอไป

Product มันเป็นแค่ P ตัวที่หนึ่ง ยังต้องดู Price (ราคา), place (ช่องทางการจัดจำหน่าย), และ Promotion ควบคู่ไปด้วย

* Price *

ของเราไม่ได้หมายถึงสินสอด แต่หมายถึงสิ่งที่เขาต้องจ่ายเพื่อมาจีบหรือเป็นแฟนเรา บางคนตั้งกำแพงเยอะว่าแฟนฉันต้องแบบนั้นแบบนี้ เจ้ากี้เจ้าการ เปลี่ยนแปลงชีวิตแฟนใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัว ขี้หึง จุกจิก… แบบนี้แปลว่าคุณตั้งราคาคุณไว้สูง คนจะเข้าหาคุณต้องมีรถขับ ต้องรวย ต้องหล่อ อันนี้ก็ถือเป็นราคาที่คุณตั้งไว้เหมือนกัน เหมือนผู้เขียนเลย อิอิ

* Place *

คือช่องทางการจัดจำหน่าย แต่ประยุกต์มาอธิบายได้ว่า คุณมีช่องทางให้เขาพบปะเจอะเจอได้มากแค่ไหน บางคนมีชีวิตอยู่สองที่ คือบ้านกับมหาวิทยาลัย บางคนอยู่เฉพาะเฝ้าโต๊ะกลุ่มโต๊ะเดียว เกาะเพื่อนแจ แถมยังไม่เคยทำกิจกรรมอะไรเลย เลิกปุ๊บกลับบ้าน มีรถที่บ้านมารับ ไม่มีใครรู้จักพบเห็นอะไรดีๆในตัวคุณเท่าไหร่ หรือมีคนชอบแต่ไม่เคยมีโอกาสแม้แต่จะได้ยิ้มให้ เคยไหมครับเห็นโฆษณาในทีวี แล้ววิ่งไปดูในห้าง ไม่มีขาย ร้านปากซอยก็ไม่มี ที่ไหนก็ไม่มี จนไม่อยากซื้อแล้ว

* Promotion *

อันนี้ถ้าดีจริง แจ๋วจริง ไม่ต้องใช้มากหรอกคะ Promotion ทางการตลาดหมายถึงการส่งเสริมการขาย พวกประชาสัมพันธ์ การสร้างภาพต่างๆ การลดแลกแจกแถม .. ประเภทจีบวันนี้ดูหนังฟรีสองเรื่อง อย่างคนแถวนี้ เธอก็ลุกมาทำไดอารี่ เอารูปสวยๆปิ๊งๆของเธอไปแปะไว้ ก็อนุมานเอาว่าเธอจะทำโปรโมชั่นตัวเธอเอง การเป็นนักกีฬา เป็นหัวหน้าห้อง เป็นลีดเดอร์ เป็นคนเรียนเก่ง แล้วได้รับการยกย่องเชิดชู เป็นตัวแทนนักเรียน ได้รางวัลโน่นนั่นนี่ ล้วนแล้วแต่เป็นการ Promotion ในเชิง PR คะ

สมัยนี้เขาว่ากันไปถึง P ตัวที่ห้าที่หกแล้ว คือ…

* Packaging *

ถ้าประยุกต์มาก็น่าจะหมายถึง บุกลิค หน้าตา การแต่ง ตัวการพูดจา อะไรที่ดูได้ ฟังได้ ตัวที่หกคือ People ปกติหมายถึงคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสินค้าบริษัทนั้นๆ
อ่านเอาแค่ขำๆกันนะคะ